E.แก่ !!!!

posted on 27 Oct 2009 01:45 by fridayfailure

สมัยเด็กผมมีความลับอยู่อย่างที่อายเพื่อนมากโคตร



รู้สึกเหมือนมีนิ้ว 11 นิ้ว หรือมีจมูกห้ารูก็ไม่ปาน




ผมขี่จักรยานไม่เป็น....

 

พระเจ้าช่วย!!! หลายคนอาจจะถามว่าผมเอาช่วงเวลาวัยเด็กไปทิ้งขว้างไว้ที่ไหน แม้จะพยายามอธิบายว่าบ้านอยู่เมืองกรุง แถวบ้านไม่มีลานหรือถนนขว้างๆ โล่งๆ ให้ฝึกขับขี่ พวกเขาเหล่านั้นก็ยังคงส่งสายตาตำหนิมาเสมอทุกครั้งไป

เมื่อไม่สามารถจะเอาไอ้เจ้าพาหนะสองล้อที่มนุษย์สามารถขับขี่กันได้ครึ่งค่อนโลกมาโลดแล่นฉวัดเฉวียนได้ตั้งแต่อายุยังน้อย พอเติบโตเป็นเด็กประถมผมก็เลยพาลไม่ฝึกแม่งซะเลย อารมณ์ประชดฟ้าดิน​(เดี๋ยวนี้นิสัยแบบนี้ก็ยังติดตัวอยู่จนเป็นผู้ใหญ่) ผมหลีกเลี่ยงกิจกรรมแทบจะทุกอย่างที่ต้องเข้าใกล้ไอ้เศษเหล็กสัปปะรังเคที่เรียกว่าจักรยาน พยายามเก็บงำกระมิดกระเมี้ยนไม่ให้ใครล่วงรู้ถึงตราบาปอันใหญ่หลวง

 

 

 

 

เวลาผ่านไปหลายปี จากเด็กน้อยเป็นหนุ่มมัธยม โอกาสในการไปปั่นจักรยานวิ่งเล่นได้ลดน้อยลงแปรผกผันกับผิวหน้าที่เริ่มด้านขึ้นเรื่อยๆ  ผมจึงประกาศให้เพื่อนผองรับทราบโดยทั่วกันอย่างไม่ยี่หระว่า “กูขี่จักรยานไม่เป็น”

เหมือนเป็นการลงนามสนธิสัญญาว่า กิจกรรมใดๆ ที่จัดขึ้นและมีจักรยาน จะต้องไม่มีข้าพเจ้ารวมอยู่ด้วย และถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้าพเจ้าจักต้องเป็นผู้ได้ซ้อนท้ายนั่งกระดิกตีนมองวิวโดยหนังหน้าไม่ผุดพรายเม็ดเหงื่อออกมาสักหยด


 

 

 

 

หลายต่อหลายครั้งที่พวกเพื่อนๆ ก่อการกบฎต่อข้อตกลง   ผมเคยซ้อนเศษเหล็กสองล้อของเพื่อนตอนทริปปล่อยผีสมัยสอบเอนทรานซ์เสร็จ หลังจากปั่นน่องโตกันจนไปสุดหาด คุณเพื่อนที่รักก็ถีบตูดผมลงจักรยานและวิ่งหนีไปซ้อนอีกคันแล้วพวกมันก็ขี่หนี  ทิ้งพระเอกที่โดนทำร้ายให้นั่งเอ๋อแดกอยู่กับไอ้เศษเหล็กสองล้อที่นอนแอ้งแม้งล้อหมุนติ๋วอยู่ข้างตัว

ผมใช้เวลาอยู่เป็นชั่วโมงกว่าจะเข็นจักรยานกลับเข้าโรงแรม และเสียเวลาอีกหลายนาทีในการไล่ถีบเพื่อนผองอันเป็นที่รัก


 

 

 

 

 


แต่เหมือนสวรรค์กลั่นแกล้ง....

เมื่อผมเสือกไปเอนท์ติดหมอในมหาลัยที่กว้างใหญ่ไพศาลจนนักศึกษาทั้งมอ ใช้มอ’ไซค์เป็นพาหนะประจำตัว



โอ้ มาย บุ๊ดด้า

ยังปั่นจักรยานไม่เป็น นี่กูต้องมาขี่มอไซค์เลยเหรอวะเนี่ย อะไรมันจะข้ามช๊อตขนาดนั้น   เหมือนเวลาที่ผู้หญิงชอบถามแฟนเรื่องจะตั้งชื่อลูกว่าอะไร ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้แต่งงานซึ่งมักจะทำให้ฝ่ายชายอ้ำอึ้งได้เสมอๆ

 

 

 

 

 

แต่นั่นก็เป็นที่มาของ ‘อีแก่’


อีแก่ เป็นมอไซค์มือสองที่แม่ไปขุดมาจากร่องผักที่ไหนก็ไม่รู้ มาพ่นสี ซ่อมนู่นซ่อมนี่นิดหน่อยแล้วก็จัดส่งจากกรุงเทพมาที่ขอนแก่นผ่านทางบริการของรถไฟไทย

แรกเจอนั้น อีแก่เป็นมอไซค์ฮอนด้า wave 100 ที่สุดแสนจะธรรมดา หากเปรียบเป็นหญิงแล้วเธอก็คงจะไม่มีจุดเด่น พบเห็นได้ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

 

 

 

 

 

 

 

“นี่แม่ไปเปลี่ยนสติ๊กเกอร์เป็น 120 ด้วยนะ”

...  แม่   ต่อให้เปลี่ยนไปแปะสัก  120 ล้าน มันก็ยังเป็น wave 100 อยู่นะครับ หาได้มีแรงม้าเพิ่มขึ้นจากสติ๊กเกอร์ประการใดไม่   ผมสามารถขี่อีแก่ได้ในเวลาเพียงวันเดียว หลายคนที่ขี่จักรยานหรือว่ามอไซค์เป็นตั้งแต่เด็กอาจจะไม่สามารถล่วงรู้ถึงปรัชญาในการขับขี่  มีคนบอกว่าหัดขี่จักรยานต้องหัดแต่เด็ก ครั้งแรกที่ผมสามารถขับอีแก่ได้ผมเข้าใจเลยว่าทำไม

 

 

 

เด็กมันไม่กลัวครับ....

เวลาบิดไปนิดๆ แล้วรู้สึกว่ารถมันจะล้มก็เป็นธรรมดาที่เราจะหยุดไม่กล้าไปต่อ แต่หลักการนั้นกลับแตกต่างไปในการขี่อีแก่  แทนที่จะปล่อยคันเร่งแต่ผมบิดมันเพิ่มให้รถพุ่งทะยานไปข้างหน้าอะไรๆ ก็ดูดีขึ้นเยอะ ทรงตัวง่ายขึ้น ขับง่ายขึ้น


 

 

 

 

 

ในชีวิตจริงมันก็งี้แหละครับ ตอนเริ่มอะไรๆ มันก็ไม่สวยงามทั้งนั้นแหละ  อย่ากลัว no fear! ไม่ต้องติดเบรก  คิดน้อยๆ แล้วบิดคันเร่งพุ่งทะยานไปข้างหน้า

 

 

ช่วงแรกที่ผมสามารถขับอีแก่ได้เป็นอย่างดีนี่เป็นช่วงที่รู้สึกดีมากช่วงหนึ่งในชีวิตเลยนะ  คิดดูว่าจากคนธรรมดาเดินดินเดินได้ 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เปลี่ยนเป็นสิงห์นักบิดเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็ว  100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง   ระยะทางดูเป็นปัญหาน้อยลง และความสามารถที่เราได้มาใหม่ก็ดูจะแผ่ขยายเสรีภาพของเราให้กว้างไกลมากขึ้น   การไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพารถโดยสาร ‘ประจำ’ ทาง  ทำให้ผมเอาอีแก่ไปขับร่อนเล่นแทบจะทุกคืน   ผมตื่นเต้นมากเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่และก็กำลังเรียนรู้ที่จะสนุกกับมัน

 

 

 

 

 

นิสัยเสียอีกอย่างคือ ผมขับรถเร็ว   เวลาขี่มอไซค์อยู่บนถนนผมจะรู้สึกหงุดหงิดหากมีคันอื่นมาขวางอยู่ด้านหน้า ฉะนั้นผมเลยขับแซงด่ะ  ซึ่งเพื่อนผมเตือนแล้วเตือนอีก แต่ผมก็ไม่ค่อยจะฟังมันเท่าไหร่  จนวันที่พลาดล้มได้แผลมานั่นแหละถึงเข้าใจ และเรียนรู้ว่าอีแก่รวมทั้งเพื่อนร่วมมอเตอร์ไซค์อีกมากนั้นไม่ถูกกันกับเม็ดทรายบนพื้นถนน  เลี้ยวปุ๊บล้มปั๊บ...



อีแก่เป็นทาสรับใช้อันซื่อสัตย์ของผมมาร่วมเจ็ดปี หลังจากที่ผมไปมีกิ๊กกับรถยี่ห้อนิสสันโนซอรัสของพ่อ อีแก่ก็ถูกทอดทิ้งอยู่ในลานบ้านอันว่างเปล่า จะถูกเหลียวแลเฉพาะตอนขี่ไปซื้อข้าวผัดหน้าปากซอยเท่านั้น

 

 

สุดท้ายอีแก่ก็จากผมไปด้วยเม็ดเงินจำนวน 10000 บาท ซึ่งจะให้พูดจริงๆ ผมว่าคนที่มาซื้อนี่โคตรโง่เลย  ผมเตือนแล้วเตือนอีกว่ามันเก่านะ ต้องเปลี่ยนเยอะ แต่เขาก็ยืนยันว่าจะรับเลี้ยงดูอีแก่ของผม รวมทั้งนำไปฉีดโบทอกซ์ ดึงแฮนด์ ขัดสีฉวีวรรณจนสาวใสอวบอึ๋บน่าขับขี่ด้วยตัวของเขาเอง   ผมก็เลยตกลงขาย อีแก่ไป





แด่อนุสรณ์แห่งมอเตอร์ไซค์คันแรกในชีวิต...

ขอให้หล่อนยังโลนแล่นอยู่บนท้องถนนสืบไป 

 

 

 

 

 

 

 

นั่งหาเพลงมาใส่ใน entry นี้นานมาก  สุดท้ายก็เพลงนี้แหละครับ   โดนสุดดดดดดดดด